จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

 

           จริยธรรมและจรรยาบรรณในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ นักคอมพิวเตอร์และผู้ใช้ ต้องตระหนักถึงร่วมกัน เพื่อความสงบสุขในสังคมสารสนเทศ สารสนเทศส่วนบุคคล ( Personal Information )ปัจจุบันนี้ทั้งองค์กรของรัฐและเอกชน ล้วนแล้วแต่ได้รับความสะดวกในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เช่น ในงานทะเบียนราษฎร โรงพยาบาล สำนักงานทนายความ บริษัทประกันภัย ระบบธนาคาร เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลมีสิทธ ในข้อมูลของตน องค์กรหรือหน่วยงานมิบังควรเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลสู่สาธารณะชน รวมทั้งการส่งข้อความหรือเอกสารทางอินเตอร์เน็ตระหว่างบุคคล ปัจจุบันนี้มีความเสี่ยงในเรื่องของความปลอดภัยเพราะอาจมีผู้แอบเปิดจดหมายหรือข้อความส่วนตัวบนระบบเครือข่ายได้ บางกรณีอาจเป็นการใช้สารสนเทศในการทำลายชื่อเสียงหรือหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ บางกรณีหน่วยงานของรัฐอาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการตรวจสอบภาษีรายได้กรณีที่ไม่จ่ายภาษีตามที่เป็นจริง บางกรณีก็เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบสินค้า หนีภาษีหรือสินค้าต้องห้ามในจำนวนผู้โดยสารเที่ยวบินต่างๆ จะเห็นได้ว่าเรื่องของสารสนเทศส่วนบุคคล สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องจะต้องตระหนักถึงบทบาทและจรรยาบรรณ ในการประกอบอาชีพของตนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ( Computer Crime ) อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ เช่น การลักลอบทำสำเนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย การขโมยข้อมูลสารสนเทศในขณะที่ส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย การแอบใช้รหัสผ่านของผู้มีอำนาจเพื่อเข้าถึงและเรียกใช้ข้อมูลที่เป็นความลับของหน่วยงาน การแอบใช้อุปกรณ์ เช่น CPU ของระบบเมนเฟรมเพื่องานส่วนตัว การขโมยฮาร์ดแวร์ การทำลายระบบข้อมูล รวมทั้งการปฏิบัติการของกลุ่มที่เรียกว่า hacker ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการพยายามเข้าใช้ระบบสารสนเทศของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะการเข้าสู่ระบบเครือข่ายสารสนเทศของผู้อื่นโดยใช้รหัสปลอม เป็นต้น

 

 ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศ.

 

ชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับสารสนเทศต่างๆ มากมาย  การอยู่รวมกันเป็นสังคมของมนุษย์ทำให้ต้องเสียเวลาในการสื่อสารถึงกัน ต้องติดต่อและทำงานหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกันสมองของเราต้องจดจำสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย  ต้องจดจำรายชื่อผู้ที่เราเกี่ยวข้องด้วย  จดจำข้อมูลต่างๆ ไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในภายหลัง  สังคมจึงต้องการความเป็นระบบที่มีรูปแบบชัดเจน เช่น การกำหนดเลขบ้าน  ชื่อถนน  อำเภอ  จังหวัด  ทำให้สามารถติดต่อส่งจดหมายถึงกันได้  เลขบ้านเป็นสารสนเทศอย่างหนึ่งที่ใช้งานกันอยู่          เพื่อให้สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เป็นระบบมากขึ้น  จึงมีการจัดการสารสนเทศเหล่านั้นในลักษณะเชิงระบบ เช่น  ระบบทะเบียนราษฎร์  มีการใช้เลขประจำตัวประชาชน ซึ่งมีเลขรหัส 13 ตัว  แต่ละตัวจะมีความหมายเพื่อใช้ในการตรวจสอบ เช่น แบ่งตามประเภท  ตามถิ่นที่อยู่  การเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลก็ต้องมีการลงทะเบียน  การสร้างเวชระเบียน  ระบบเสียภาษีก็มีการสร้างรหัสประจำตัวผู้เสียภาษี  นอกจากนี้มีการจดทะเบียนรถยนต์  ทะเบียนการค้า  ทะเบียนโรงงาน ฯลฯ          การใช้สารสนเทศเกี่ยวข้องกับทุกคน  การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความจำเป็น  ปัจจุบันเราใช้จ่ายเงินซื้อสินค้าด้วยบัตรเครดิต  เบิกเงินด้วยบัตรเอทีเอ็ม  การโอนย้ายช้อมูล  ในลักษณะอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวข้องกับเรามากขึ้น  เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นเทคโนโลยีแห่งศตวรรษนี้  ที่ใช้ในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล  ข้อมูลจำนวนมากได้รับการบันทึกไว้ในรูปแบบที่ให้เครื่องจักรอ่านได้  เช่นอยู่ในแถบบันทึกไว้ในรูปแบบที่ให้เครื่องจักรอ่านได้  เช่น อยู่ในแถบบันทึก  แผ่นบันทึก  แผ่นซีดีรอม  ดังจะเห็นเอกสารหรือหนังสือ  หรือสารานุกรมบรรจุในแผ่นซีดีรอม  หนังสือทั้งตู้อาจเก็บในแผ่นซีดีรอมเพียงแผ่นเดียวการสื่อสารข้อมูลที่เห็นเด่นชัดขณะนี้  และกำลังมีบทบาทมากอย่างหนึ่งคือ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งคือการส่งข้อความถึงกันโดยผ่านคอมพิวเตอร์กล่าวคือ  ผู้ใช้นั่งอยู่หน้าจอภาพ  พิมพ์ข้อความเป็นจดหมายหรือเอกสาร  พิมพ์เลขที่อยู่ของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้รับแล้วส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์  ผู้รับก็สามารถเปิดคอมพิวเตอร์ของผู้รับเพื่อค้นหาจดหมายได้และสามารถตอบโต้กลับได้ทันที